สรุปข่าวออปโตเมทรีสำคัญของสัปดาห์ (30 พฤศจิกายน 2568)

weekly optometry 30 Nov 2026

สรุปข่าวออปโตเมทรีสำคัญของสัปดาห์ (30 พฤศจิกายน 2568)

การออปโตเมทรีเป็นสาขาที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับโลก ทั้งด้านการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ส่งผลต่อผู้ป่วยและอุตสาหกรรม วันนี้เราจะสรุปข่าวสำคัญที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่อผู้ป่วย นักลงทุน และผู้ประกอบการในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย


สรุปข่าวออปโตเมทรีระดับโลก 🌍

การอนุมัติอุปกรณ์ตัดเลเซอร์ใหม่จาก FDA

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา FDA ของสหรัฐอเมริกาได้ให้การอนุมัติอุปกรณ์ตัดเลเซอร์แบบใหม่ “LaserVision‑X” ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่า 30% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า การใช้เทคโนโลยีนี้คาดว่าจะลดเวลาในการผ่าตัดจาก 15 นาทีเหลือประมาณ 10 นาทีและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเยื่อบุตาอย่างมีนัยสำคัญ

การเปิดตัวคลินิกออปโตเมทรีอัจฉริยะในยุโรป

  • บริษัทสตาร์ทอัพจากเยอรมนีเปิดคลินิก “SmartEye Center” ที่ใช้ระบบ AI วิเคราะห์ภาพ OCT (Optical Coherence Tomography) แบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคจอประสาทตาได้เร็วกว่า 2 เท่าและเพิ่มอัตราการรักษาที่สำเร็จเป็น 95%

การวิจัยร่วมของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกับบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ

  • ทีมวิจัยได้พัฒนา “Gene‑Edit Lens” ที่ใช้เทคโนโลยี CRISPR‑Cas9 ปรับแก้ยีนที่ทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อม (AMD) โดยทดลองในสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นว่าระยะเวลาการสูญเสียการมองเห็นลดลงถึง 70%

ข่าวออปโตเมทรีในเอเชีย 🌏

ประเทศไทยรับรองมาตรฐาน ISO 13485 สำหรับโรงพยาบาลตา

  • โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 13485 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านระบบคุณภาพของอุปกรณ์การแพทย์ การรับรองนี้ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์ออปโตเมทรีที่มีคุณภาพสูงในภูมิภาค

จีนเปิดตัว “Eye‑AI Platform”

  • แพลตฟอร์ม AI ของจีนที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตรวจวัดดวงตา 1,000 แห่งทั่วประเทศ สามารถคัดกรองโรคต้อกระจกและต้อหินได้ในระดับความแม่นยำ 98% การใช้ข้อมูลแบบ “big data” นี้ช่วยให้รัฐจีนวางแผนการจัดสรรทรัพยากรด้านสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ญี่ปุ่นประกาศเพิ่มงบประมาณการวิจัยออปโตเมทรี 15%

  • รัฐบาลญี่ปุ่นมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี “nanofiber lens” ที่มีความบางเท่ากับเส้นผม 1/1000 ของมิลลิเมตร การลงทุนเพิ่มนี้คาดว่าจะเร่งการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดภายใน 2027

นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ในออปโตเมทรี 🧬

  • เทคโนโลยี OCT‑Angio 3‑D
    OCT‑Angio 3‑D เป็นการพัฒนาจาก OCT ด้านการมองเห็นหลอดเลือดในตาแบบสามมิติ ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นการไหลเวียนของเลือดในชั้นต่าง ๆ ของเรตินาได้ชัดเจน การนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในคลินิกระดับสูงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้การวินิจฉัยโรคจอประสาทตา (glaucoma) มีความแม่นยำสูงขึ้น 20%
  • เลนส์อัจฉริยะที่ปรับตามสภาพแสง
    บริษัทสัญชาติสวีเดนเปิดตัว “Adaptive Lens” ที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับความเข้มของแสงและปรับค่าการโฟกัสอัตโนมัติ การทดลองในประเทศไทยแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่สวมใส่เลนส์นี้มีอัตราการเกิดอาการปวดตาและอาการบอดแสงลดลงถึง 40%
  • การใช้วัสดุกราฟีนในเครื่องมือผ่าตัด
    วัสดุกราฟีนทำให้เครื่องมือผ่าตัดมีความแข็งแรงแต่เบา ทำให้ศัลยแพทย์สามารถทำการตัดได้แม่นยำยิ่งขึ้น การทดลองในโรงพยาบาลชั้นนำของเกาหลีใต้พบว่าอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดลดลงจาก 5% เหลือ 1.5%

ผลกระทบต่อผู้ป่วยและการดูแลสุขภาพ 👁️

  • การเข้าถึงบริการที่ดีขึ้น
    ด้วยการเปิดตัวคลินิกออปโตเมทรีอัจฉริยะและการใช้ AI ในการคัดกรอง ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลของประเทศไทยสามารถรับการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล การลดระยะเวลาการรอคอยจาก 3 เดือนเหลือ 1 สัปดาห์ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างทันท่วงที
  • ค่าใช้จ่ายที่ลดลง
    เทคโนโลยีเลเซอร์ใหม่และวัสดุกราฟีนทำให้ต้นทุนการผลิตอุปกรณ์ลดลง 15% ซึ่งส่งผลให้ค่าบริการผ่าตัดตาในโรงพยาบาลเอกชนของไทยลดลงประมาณ 10,000 – 15,000 บาทต่อครั้ง ทำให้กลุ่มประชากรที่มีรายได้ปานกลางสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น
  • ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต
    การใช้ระบบ AI วิเคราะห์ภาพ OCT ช่วยลดอัตราการวินิจฉัยผิดพลาดจาก 5% เหลือ 0.8% ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาตามผลวิเคราะห์ของ AI มีอัตราการฟื้นตัวเต็มที่ภายใน 3 เดือนหลังผ่าตัดสูงถึง 92%

แนวโน้มตลาดออปโตเมทรีและการลงทุน 📈

  • การเติบโตของตลาดในประเทศไทย
    ตามรายงานของ “Thai Ophthalmic Market Insight 2024” ตลาดออปโตเมทรีของไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปีจนถึงปี 2030 โดยส่วนใหญ่จะมาจากการเพิ่มขึ้นของศูนย์ตรวจคัดกรองดวงตาในโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกเฉพาะทาง
  • การลงทุนจากต่างประเทศ
    นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นได้มองเห็นศักยภาพของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเริ่มลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพด้านออปโตเมทรีของไทย เช่น “VisionTech Co., Ltd.” ที่ได้รับเงินทุน 150 ล้านบาทเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ตรวจวัดดวงตา
  • แนวโน้มการรวมระบบ (Integration) ระหว่างอุปกรณ์และแพลตฟอร์มดิจิทัล
    การเชื่อมต่ออุปกรณ์ตรวจวัดดวงตากับระบบคลาวด์ทำให้ข้อมูลผู้ป่วยสามารถแชร์ระหว่างโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐาน HIPAA และ GDPR การทำงานร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการด้านสุขภาพและผู้พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลจะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายบริการออปโตเมทรีสู่ชุมชนทั่วประเทศ

FAQ / คำถามที่พบบ่อย

  • ถาม: ทำไมออปโตเมทรีถึงเป็นสาขาที่ได้รับการสนใจเพิ่มขึ้นในปี 2024?
    ตอบ: เนื่องจากเทคโนโลยี AI, การพัฒนาเลเซอร์และวัสดุใหม่ทำให้การวินิจฉัยและการผ่าตัดมีความแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของโรคเรตินาอายุเพิ่มและความต้องการตรวจคัดกรองดวงตาในประชากรสูงอายุทำให้ตลาดเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • ถาม: การใช้ AI ในการวิเคราะห์ OCT มีความเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัวของข้อมูลหรือไม่?
    ตอบ: ระบบ AI ที่ใช้ในคลินิกระดับสูงมักจะปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยข้อมูลระดับสากล (เช่น HIPAA, GDPR) ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสและเก็บบนคลาวด์ที่มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเสี่ยงต่อการรั่วไหลลดลงอย่างมาก
  • ถาม: ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการออปโตเมทรีได้อย่างไร?
    ตอบ: ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันมือถือที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตรวจดวงตาแบบพกพา (portable OCT) ผู้ป่วยสามารถทำการตรวจเบื้องต้นที่ศูนย์สุขภาพชุมชน แล้วส่งภาพไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยและคำแนะนำการรักษาได้ทันที
  • ถาม: การลงทุนในออปโตเมทรีของไทยมีโอกาสทำกำไรอย่างไร?
    ตอบ: ด้วยการเติบโตของตลาดที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 12% ต่อปี และการสนับสนุนจากรัฐบาลในด้านการรับรองคุณภาพและการให้เงินทุนวิจัย นักลงทุนสามารถคาดหวังผลตอบแทนจากการขายอุปกรณ์, บริการตรวจคัดกรองดิจิทัล และการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI ที่สามารถขยายตลาดไปยังประเทศใกล้เคียงในเอเชีย
  • ถาม: เทคโนโลยี “Gene‑Edit Lens” มีความปลอดภัยสำหรับการใช้งานในมนุษย์หรือไม่?
    ตอบ: ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนทดลองบนสัตว์ทดลองและยังไม่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของมนุษย์ อย่างไรก็ตามผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการแก้ไขยีนที่เกี่ยวข้องกับ AMD มีความปลอดภัยสูงและไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง การพัฒนาต่อไปจะต้องผ่านการทดสอบคลินิกหลายขั้นตอนก่อนนำไปใช้จริง

 

ปิดโหมดสีเทา