ข้อมูลจาก Contact Lens Institute เผย คอนแท็กท์เลนส์ทำกำไรได้สูงกว่าแว่นสายตาถึง 30%
งานวิจัยล่าสุดจาก Contact Lens Institute (CLI) โดย Philip Morgan และ Lyndon Jones ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับวงการออพโทเมตรีและธุรกิจดูแลสายตาทั่วโลก นั่นคือ ผู้ป่วยที่ใช้คอนแท็กท์เลนส์สร้างกำไรให้คลินิกสูงกว่าผู้ใช้แว่นสายตาโดยเฉลี่ยถึง 30% ต่อปี ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่าการปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้เน้นคอนแท็กท์เลนส์มากขึ้นอาจเป็นโอกาสทางธุรกิจที่คลินิกสายตาไม่ควรมองข้าม
Key Takeaway
- งานวิจัยจาก CLI พบว่าผู้ใช้คอนแท็กท์เลนส์สร้างกำไรให้คลินิกสูงกว่าผู้ใช้แว่นสายตาเฉลี่ย 30% ต่อปี
- เลนส์ทอริค (Toric) และเลนส์หลายโฟกัส (Multifocal) ให้กำไรสูงกว่าเลนส์สเฟียร์ิก (Spheric) ถึง 15–20%
- คลินิกสายตาสามารถปรับโมเดลธุรกิจเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากคอนแท็กท์เลนส์ได้อย่างมีกลยุทธ์
- ความปลอดภัยของผู้ใช้ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องควบคู่ไปกับการสร้างกำไร
ที่มาของงานวิจัยและความน่าเชื่อถือ 🔬
Contact Lens Institute (CLI) เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในวงการออพโทเมตรีระดับสากล งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำโดย Philip Morgan และ Lyndon Jones สองนักวิจัยชั้นนำด้านคอนแท็กท์เลนส์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปรียบเทียบ ศักยภาพในการสร้างกำไร ระหว่างผู้ป่วยที่ใช้คอนแท็กท์เลนส์กับผู้ที่ใช้แว่นสายตาตามปกติ
ข้อมูลที่ได้รับการเผยแพร่ผ่าน Optometry Times สะท้อนให้เห็นว่า CLI มุ่งหวังให้ข้อมูลชุดนี้เป็นเครื่องมือเชิงธุรกิจและเชิงนโยบายสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพด้านสายตาทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่ผลการศึกษาทางวิชาการเท่านั้น
ตัวเลขสำคัญ: ทำไมคอนแท็กท์เลนส์จึงทำกำไรได้มากกว่า 💰
ผลลัพธ์ที่โดดเด่นที่สุดจากงานวิจัยชิ้นนี้คือตัวเลขกำไรที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
- ผู้ใช้คอนแท็กท์เลนส์โดยรวม สร้างกำไรให้คลินิกสูงกว่าผู้ใช้แว่นสายตาประมาณ 30% ต่อปี
- เลนส์ทอริค (Toric Lens) ซึ่งใช้สำหรับผู้มีภาวะสายตาเอียง ให้กำไรสูงกว่าเลนส์สเฟียร์ิก (Spheric Lens) ประมาณ 15–20%
- เลนส์หลายโฟกัส (Multifocal Lens) ที่ออกแบบมาสำหรับผู้มีภาวะสายตายาวตามอายุ ก็ให้ผลตอบแทนในระดับใกล้เคียงกัน คือสูงกว่าเลนส์ทั่วไปถึง 15–20% เช่นกัน
เหตุผลสำคัญที่ทำให้คอนแท็กท์เลนส์สร้างกำไรได้สูงกว่า มาจากการที่ผู้ใช้จำเป็นต้องกลับมาซื้อและตรวจสม่ำเสมอ (Repeat Visits) รวมถึงค่าบริการตรวจวัดและค่าคอนแท็กท์เลนส์ที่มีความหลากหลายและมูลค่าสูงกว่าการซื้อแว่นสายตาในแต่ละครั้ง
ผลกระทบต่อโมเดลธุรกิจของคลินิกสายตา 📊
ข้อมูลจาก CLI ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อวิธีที่คลินิกออพโทเมตรีควรปรับโครงสร้างธุรกิจของตนเอง โดยสามารถแบ่งผลกระทบออกเป็น 4 มิติหลัก ดังนี้
1. การปรับสัดส่วนรายได้จากคอนแท็กท์เลนส์
คลินิกที่เคยพึ่งพารายได้จากแว่นสายตาเป็นหลัก อาจพิจารณาเพิ่มโปรโมชันการทดลองใช้คอนแท็กท์เลนส์ หรือสร้างแพ็กเกจบริการตรวจวัดสายตาสำหรับผู้ใช้คอนแท็กท์เลนส์โดยเฉพาะ เพื่อขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ให้กว้างขึ้น
2. การลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากร 🎓
เลนส์ชนิดพิเศษ เช่น ทอริค และมัลติโฟคัล ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการวัดค่าสายตาและการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยมากกว่าเลนส์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ การลงทุนในการพัฒนาทักษะของบุคลากรจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้คลินิกสามารถให้บริการเลนส์ที่มีมูลค่าสูงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
3. การเจรจาต่อรองกับผู้ผลิต 🤝
เมื่อมีข้อมูลสนับสนุนเชิงธุรกิจที่ชัดเจน คลินิกและกลุ่มออพโทเมตรีสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ประกอบการเจรจาต่อรองกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายคอนแท็กท์เลนส์ได้อย่างมีน้ำหนักมากขึ้น ทั้งในแง่ของส่วนลดเชิงปริมาณและเงื่อนไขความร่วมมือระยะยาว
4. การผลักดันนโยบายการชดเชยค่าอุปกรณ์สายตา 🏛️
ข้อมูลนี้ยังสามารถใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการเจรจากับหน่วยงานประกันสุขภาพและภาครัฐ เพื่อผลักดันให้มีการชดเชยค่าใช้จ่ายสำหรับคอนแท็กท์เลนส์ในระบบสุขภาพอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ประกอบการในระยะยาว
เลนส์ทอริคและมัลติโฟคัล: ดาวเด่นแห่งความคุ้มค่าทางธุรกิจ 🌟
เลนส์ทั้งสองประเภทนี้ถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงสุดในแง่ของกำไร เนื่องจาก
เลนส์ทอริค (Toric Contact Lens)
- ออกแบบมาเพื่อแก้ไขภาวะ สายตาเอียง (Astigmatism) ซึ่งพบได้ในประชากรจำนวนมาก
- ต้องมีการตรวจวัดค่าสายตาที่แม่นยำและติดตามผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง
- ราคาต่อหน่วยและค่าบริการตรวจวัดสูงกว่าเลนส์สเฟียร์ิก
เลนส์หลายโฟกัส (Multifocal Contact Lens)
- เหมาะสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะ สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่กำลังเติบโต
- ผู้ใช้มักมีกำลังซื้อสูงและมีแนวโน้มที่จะใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
- ต้องการการปรับแต่งค่าเลนส์ (Fitting) ที่ซับซ้อน ส่งผลให้ค่าบริการสูงขึ้นตามไปด้วย
ความปลอดภัยต้องมาก่อนกำไรเสมอ ⚕️
แม้ข้อมูลจาก CLI จะชี้ให้เห็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ แต่นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญในวงการออพโทเมตรีต่างเน้นย้ำว่า ความปลอดภัยของผู้ใช้คอนแท็กท์เลนส์ต้องเป็นปัจจัยแรกที่ต้องคำนึงถึงเสมอ
การผลักดันให้ผู้ป่วยใช้คอนแท็กท์เลนส์เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมทางการแพทย์ถือเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพจำเป็นต้อง
- ประเมินความเหมาะสมในการใช้คอนแท็กท์เลนส์ของผู้ป่วยแต่ละรายอย่างละเอียด
- ให้ความรู้ผู้ป่วยเกี่ยวกับการดูแลรักษาและสุขอนามัยในการใช้เลนส์
- ติดตามผลการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในผู้ใช้เลนส์ชนิดพิเศษ
- หลีกเลี่ยงการแนะนำเลนส์ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพดวงตาของผู้ป่วยเพื่อเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว
การรักษาสมดุลระหว่างการสร้างกำไรและจริยธรรมทางวิชาชีพนี้เองที่จะทำให้ธุรกิจคลินิกสายตาเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
มุมมองของวงการออพโทเมตรีต่อข้อมูลนี้ 👁️
ข้อมูลจาก CLI ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสายตาทั่วโลก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอตัวเลขกำไรเปรียบเทียบอย่างชัดเจนและเป็นระบบ สิ่งที่วงการคาดหวังจากการเผยแพร่ข้อมูลชุดนี้ประกอบด้วย
- การยกระดับมาตรฐานการให้บริการ คอนแท็กท์เลนส์ในคลินิกทั่วไป
- การสนับสนุนให้นักศึกษาออพโทเมตรี ให้ความสำคัญกับการฝึกทักษะด้านคอนแท็กท์เลนส์มากขึ้น
- การสร้างแรงจูงใจ ให้คลินิกขนาดเล็กลงทุนในอุปกรณ์และบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านเลนส์พิเศษ
- การผลักดันนโยบายสาธารณสุข ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพดวงตาในระบบประกันสุขภาพ
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยังมองว่าข้อมูลชุดนี้ควรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการวิจัยเพิ่มเติมในแต่ละภูมิภาค เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างตลาดคอนแท็กท์เลนส์ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน
FAQ — คำถามที่พบบ่อย
-
ถาม: งานวิจัยจาก CLI หมายความว่าคลินิกควรหยุดขายแว่นสายตาและหันมาเน้นคอนแท็กท์เลนส์อย่างเดียวหรือไม่?
ตอบ: ไม่ใช่เช่นนั้น ข้อมูลนี้เพียงชี้ให้เห็นว่าคอนแท็กท์เลนส์มีศักยภาพในการสร้างกำไรที่สูงกว่า คลินิกควรปรับสัดส่วนรายได้ให้สมดุลและเลือกแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายเป็นหลัก -
ถาม: เลนส์ทอริคและมัลติโฟคัลทำกำไรได้มากกว่าเพราะเหตุใด?
ตอบ: เพราะเลนส์ทั้งสองชนิดต้องการกระบวนการตรวจวัดและปรับค่าเลนส์ที่ซับซ้อนกว่า มีราคาต่อหน่วยสูงกว่า และผู้ใช้ต้องกลับมาติดตามผลกับคลินิกบ่อยครั้งกว่าเลนส์สเฟียร์ิกทั่วไป -
ถาม: ข้อมูลนี้ใช้ได้กับตลาดในประเทศไทยด้วยหรือไม่?
ตอบ: งานวิจัยของ CLI มีฐานข้อมูลจากตลาดสากล ซึ่งแนวโน้มโดยรวมน่าจะสอดคล้องกับตลาดไทย อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเฉพาะในบริบทของตลาดไทยก่อนนำไปปรับใช้กับโมเดลธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ -
ถาม: ผู้ใช้แว่นสายตาทั่วไปควรเปลี่ยนมาใช้คอนแท็กท์เลนส์หรือไม่?
ตอบ: การตัดสินใจควรอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมทางการแพทย์และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล ไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรของคลินิก ควรปรึกษาจักษุแพทย์หรือนักออพโทเมตรีเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม -
ถาม: CLI คืออะไรและมีความน่าเชื่อถือเพียงใด?
ตอบ: Contact Lens Institute (CLI) เป็นองค์กรวิชาชีพระดับสากลที่มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนา และส่งเสริมการใช้คอนแท็กท์เลนส์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ งานวิจัยที่เผยแพร่ผ่าน CLI ได้รับการยอมรับในวงการออพโทเมตรีทั่วโลก
แหล่งที่มาของข้อมูล
- Optometry Times — New CLI Data Unveils Major Profitability Potential in Contact Lenses: https://www.optometrytimes.com/view/new-cli-data-unveils-major-profitability-potential-in-contact-lenses
แอดไลน์ @187ynehr 
