การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของภาระโรคต้อหินในสหราชอาณาจักรตามการศึกษาจาก Moorfields Eye Hospital
บทนำ
ต้อหิน (Glaucoma) เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นถาวรทั่วโลก แม้จะเป็นโรคที่สามารถควบคุมได้ด้วยการตรวจคัดกรองและการรักษาที่เหมาะสม แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรได้เผชิญกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของภาระโรคต้อหินตามข้อมูลจาก Moorfields Eye Hospital ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ด้านตาที่มีชื่อเสียงระดับโลก ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายใหม่ ๆ ในการจัดการสุขภาพตาและความจำเป็นในการปรับนโยบายสาธารณะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ภาพรวมของโรคต้อหินในระดับโลก 🌍
ต้อหินเป็นโรคที่ทำให้ความดันภายในลูกตา (IOP) เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เส้นประสาทตาได้รับความเสียหายอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ตลอดชีวิต การสำรวจของ WHO ระบุว่ามีผู้ป่วยต้อหินประมาณ 76 ล้านคนทั่วโลก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 111 ล้านคนภายในปี 2040 การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร เช่น อายุที่เพิ่มสูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิต
สถิติจาก Moorfields Eye Hospital: ตัวเลขที่ต้องใส่ใจ 📈
Moorfields Eye Hospital ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยต้อหินในช่วง 10 ปีล่าสุด (2013‑2023) พบว่า:
- จำนวนผู้ป่วยใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.4% ต่อปี
- ผู้ป่วยที่ต้องการการผ่าตัดลดความดันตาเพิ่มขึ้น 3.2% ต่อปี
- อัตราการเข้ารับการรักษาในระบบสาธารณะ (NHS) เพิ่มขึ้น 15% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยไม่ได้เกิดจากการขยายตัวของประชากรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเสี่ยงและการเข้าถึงการตรวจคัดกรองที่ดีขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงเฉพาะในสหราชอาณาจักร 🇬🇧
แม้ต้อหินจะเป็นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ แต่ในบริบทของสหราชอาณาจักรมีปัจจัยที่โดดเด่นดังนี้
- อายุ: ประชากรสูงอายุในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอายุเฉลี่ยของผู้สูงอายุอยู่ที่ 68 ปี ทำให้กลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นต้อหินเพิ่มขึ้น
- เชื้อชาติ: ผู้ที่มีเชื้อสายแอฟริกันหรือแคริบเบียนมีความเสี่ยงต่อการเป็นต้อหินชนิดเปิดมุม (open‑angle glaucoma) สูงกว่าประชากรทั่วไปประมาณ 2‑3 เท่า
- ภาวะความดันโลหิตสูง: การศึกษาพบว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงต่อการเพิ่ม IOP มากกว่า 1.5 เท่า
- การใช้ยาบางชนิด: ยาต้านการอักเสบแบบคอร์ติโคสเตอรอยด์ที่ใช้เป็นระยะยาวอาจทำให้ความดันตาเพิ่มขึ้น
การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้หน่วยงานสาธารณะและคลินิกสามารถกำหนดกลยุทธ์การคัดกรองที่มีประสิทธิภาพได้
ผลกระทบต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจ 📊
ภาระโรคต้อหินไม่ได้จำกัดอยู่ที่ด้านการแพทย์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
- ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์: ค่าใช้จ่ายโดยตรงจากการตรวจคัดกรอง การรักษาแบบยาตลอดชีวิต และการผ่าตัดลดความดันตา คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ £250 ล้านต่อปีในปี 2025
- ค่าใช้จ่ายทางอ้อม: การสูญเสียการทำงานของผู้ป่วยต้อหินทำให้ค่าใช้จ่ายจากการขาดงานและการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- คุณภาพชีวิต: ผู้ป่วยที่สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางอาจต้องพึ่งพาอุปกรณ์ช่วยเหลือและบริการสังคม ซึ่งส่งผลต่อความเป็นอิสระและสุขภาพจิต
การประเมินภาระโรคอย่างครบวงจรช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม
การตรวจคัดกรองและการป้องกัน: แนวทางที่ควรเร่งทำ 🔍
การตรวจคัดกรองเป็นกุญแจสำคัญในการลดภาระโรคต้อหิน เนื่องจากโรคนี้มักไม่มีอาการจนกระทั่งความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว
- การตรวจความดันตา (Tonometry) – ควรทำเป็นประจำทุก 1‑2 ปีสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
- การตรวจโครงสร้างของดวงตา (OCT) – ช่วยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของเส้นประสาทตาในระยะเริ่มต้น
- การตรวจมุมตา (Gonioscopy) – จำเป็นสำหรับการแยกแยะชนิดของต้อหินและกำหนดแผนการรักษาที่เหมาะสม
การส่งเสริมความรู้สาธารณะเกี่ยวกับความสำคัญของการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ต้องทำร่วมกับองค์กรสุขภาพและสื่อมวลชน
แนวทางการรักษาและการจัดการโรค 🏥
การรักษาต้อหินมุ่งเน้นที่การควบคุมความดันตาให้คงที่เพื่อป้องกันการเสียหายต่อเส้นประสาทตา
- ยาต้านความดันตา: ยาหยอดตาเป็นวิธีแรกที่ใช้บ่อยที่สุด เช่น prostaglandin analogues, beta‑blockers, carbonic anhydrase inhibitors
- การทำเลเซอร์: Laser trabeculoplasty หรือ laser iridotomy ใช้ในกรณีที่ยาหยอดตาไม่สามารถควบคุม IOP ได้เพียงพอ
- การผ่าตัด: Trabeculectomy, tube shunt surgery หรือ minimally invasive glaucoma surgery (MIGS) เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีความดันตายังสูงแม้ใช้ยาหรือเลเซอร์
การเลือกวิธีการรักษาต้องอิงตามสภาพของผู้ป่วย ความรุนแรงของโรค และความพร้อมของระบบสุขภาพ
นโยบายและการตอบสนองของรัฐบาลอังกฤษ 📑
รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้เริ่มดำเนินการหลายประการเพื่อรับมือกับภาระโรคต้อหินที่เพิ่มขึ้น
- แผนการคัดกรองตาแห่งชาติ (National Eye Screening Programme) – ขยายการคัดกรองให้ครอบคลุมผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะ
- การสนับสนุนการวิจัย: เพิ่มงบประมาณสำหรับการวิจัยด้านต้อหินที่ Moorfields และมหาวิทยาลัยชั้นนำ
- การฝึกอบรมบุคลากร: จัดหลักสูตรพิเศษสำหรับแพทย์ตาและพยาบาลเพื่อเพิ่มทักษะการตรวจคัดกรองและการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ
แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะเป็นก้าวสำคัญ แต่ยังต้องการการประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่ามีประสิทธิภาพตามเป้าหมาย
สรุปและข้อเสนอแนะสำหรับอนาคต
การเพิ่มขึ้นของภาระโรคต้อหินในสหราชอาณาจักรเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบสุขภาพต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของประชากรและปัจจัยเสี่ยงใหม่ ๆ การดำเนินการที่สำคัญประกอบด้วย
- ขยายการคัดกรอง ให้ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะและใช้เทคโนโลยี OCT อย่างกว้างขวาง
- เสริมสร้างความรู้สาธารณะ ผ่านแคมเปญสื่อสังคมและการให้ข้อมูลในคลินิกประจำ
- สนับสนุนการวิจัย เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
- ประเมินผลนโยบาย อย่างต่อเนื่องโดยใช้ข้อมูลจาก Moorfields และฐานข้อมูล NHS
ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ, ชุมชนการแพทย์, และประชาชน เราสามารถลดภาระโรคต้อหินและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสหราชอาณาจักรให้ดียิ่งขึ้นได้ในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
-
ถาม: ทำไมต้อหินจึงมักไม่มีอาการในระยะเริ่มต้น?
ตอบ: เนื่องจากความเสียหายต่อเส้นประสาทตาเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและไม่มีอาการเจ็บปวด การสูญเสียการมองเห็นจึงค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยที่ผู้ป่วยไม่สังเกตเห็นจนกระทั่งระดับความเสียหายสูง -
ถาม: ควรตรวจคัดกรองต้อหินบ่อยแค่ไหน?
ตอบ: สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจความดันตาและโครงสร้างตาอย่างน้อยทุก 1‑2 ปี หากมีความเสี่ยงสูงอาจต้องตรวจบ่อยกว่านั้นตามคำแนะนำของแพทย์ -
ถาม: ยาหยอดตาต้อหินมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
ตอบ: ผลข้างเคียงที่พบบ่อยรวมถึงระคายเคืองตา, การทำให้ตาแห้ง, หรือการเปลี่ยนสีของตาในบางกรณี หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ทันที -
ถาม: การผ่าตัดลดความดันตามากแค่ไหน?
ตอบ: การผ่าตัดเช่น trabeculectomy สามารถลด IOP ได้ประมาณ 30‑50% ของค่าที่วัดก่อนผ่าตัด ขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วยและเทคนิคการผ่าตัด -
ถาม: มีวิธีป้องกันต้อหินที่ทำได้เองที่บ้านหรือไม่?
ตอบ: การรักษาสุขภาพโดยรวม เช่น ควบคุมความดันโลหิต, ลดการบริโภคเกลือ, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, และหลีกเลี่ยงการใช้คอร์ติโคสเตอรอยด์โดยไม่จำเป็น สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อหินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แอดไลน์ @187ynehr 
