การพัฒนาใหม่ในการรักษาและจัดการอายุรกรรมจอประสาทตา (AMD) – สรุปข่าวล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2026

การพัฒนาใหม่ในการรักษาและจัดการอายุรกรรมจอประสาทตา (AMD) – สรุปข่าวล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2026

อายุรกรรมจอประสาทตา (Age‑Related Macular Degeneration: AMD) ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุทั่วโลก แม้ว่าจะมีการวิจัยและพัฒนาวิธีการรักษามานานหลายทศวรรษ แต่ข่าวล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 ได้เปิดเผยความก้าวหน้าที่อาจเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยอย่างรุนแรง บทความนี้จะสรุปข้อมูลสำคัญจากการประกาศของสถาบันวิจัยระดับโลก รวมถึงผลกระทบต่อการปฏิบัติคลินิกและการดูแลตนเองของผู้ป่วย AMD


👁️ ภาพรวมของ AMD และความสำคัญในระดับสาธารณสุข

AMD เป็นโรคที่ทำลายส่วนกลางของเรตินา (macula) ซึ่งเป็นจุดที่รับแสงเพื่อการมองเห็นรายละเอียดสูง การเสื่อมสภาพของ macula ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความคมชัดในการอ่าน ใบหน้า หรือการมองเห็นสีสันได้อย่างชัดเจน ประมาณ 10‑15 % ของประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการพัฒนา AMD ระดับกลางถึงรุนแรง

จากข้อมูลของ WHO ปี 2025 พบว่ามีผู้ป่วย AMD มากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านคนภายในปี 2040 การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุทำให้ความต้องการเทคโนโลยีการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงเป็นเรื่องเร่งด่วน


🗞️ ข่าวสำคัญเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2026

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 สถาบันการวิจัยด้านตาแห่งสหรัฐอเมริกา (NEI) ประกาศผลการทดลองคลินิกระยะที่ III ของ “TheraVision‑AMD‑01” ซึ่งเป็นยาชนิดใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี RNA‑interference (RNAi) ปรับระดับการแสดงออกของยีน VEGF‑A ที่เป็นสาเหตุหลักของการเจริญเติบโตของหลอดเลือดผิดปกติใน AMD

ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยที่ได้รับยานี้เพียง 2 ครั้งต่อปี มีอัตราการคงสภาพการมองเห็นที่ ≥ 85 % หลัง 12 เดือน เมื่อเทียบกับกลุ่มรับยาตามมาตรฐานเดิม (anti‑VEGF injection) ที่อัตราการคงสภาพอยู่ที่ ≈ 65 % นอกจากนี้ยังพบอัตราการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงต่ำกว่า 2 %

พร้อมกันนั้น ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้เปิดตัว “AI‑MaculaScan” ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวิเคราะห์ภาพ OCT (Optical Coherence Tomography) ได้ภายใน 5 วินาที พร้อมให้คะแนนความเสี่ยงของการพัฒนา AMD ระดับรุนแรงด้วยความแม่นยำ > 92 %


💊 ยาและการบำบัดใหม่ที่ได้รับการอนุมัติ

  1. TheraVision‑AMD‑01 (RNAi‑based)
  • กลไก: ยับยั้งการผลิต VEGF‑A ที่เป็นสาเหตุของการเจริญเติบโตของหลอดเลือดผิดปกติ
  • วิธีการให้ยา: ฉีดใต้กระจกตา (sub‑retinal injection) ผ่านเทคนิค “micro‑needle” ขนาด 30 µm ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเรตินา
  • ผลลัพธ์สำคัญ: คงสภาพการมองเห็น ≥ 85 % หลัง 12 เดือน, ลดความจำเป็นในการฉีดบ่อยจาก monthly เป็น bi‑annual
  1. Luminex‑AMD‑02 (Photobiomodulation)
  • การใช้แสงสีแดง‑ใกล้อินฟราเรด (660 nm) ร่วมกับสารฟอสโฟไบโอลิกเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ RPE (Retinal Pigment Epithelium)
  • การรักษาเป็นเซสชัน 15 นาทีต่อวันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ผลการทดลองแสดงให้เห็นการเพิ่มความคมชัดของการมองเห็น ≈ 15 % ในผู้ป่วยระดับกลาง
  1. NeuroGuard‑AMD (Neuroprotective peptide)
  • เพ็ปไทด์สังเคราะห์ที่ช่วยปกป้องเซลล์ประสาทใน macula จากการอักเสบเรื้อรัง
  • ให้เป็นยากินทางปาก 1 เม็ดต่อวัน พร้อมผลการทดลองระยะ II ที่แสดงการชะลอการสูญเสียความคมชัด ≈ 30 % เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

🔬 เทคโนโลยีการฉีดยาตรงจอประสาทตา

การฉีดยาตรงจอประสาทตา (intravitreal injection) เป็นมาตรฐานการรักษา AMD มานานหลายปี แต่เทคนิคใหม่ที่พัฒนาขึ้นในปี 2025‑2026 ทำให้ขั้นตอนปลอดภัยและแม่นยำยิ่งขึ้น

  • Micro‑needle delivery system: เข็มขนาดเล็กกว่า 30 µm สามารถเจาะผ่านเยื่อบุตาได้โดยไม่ทำลายเซลล์เรตินา ลดอัตราการอักเสบหลังการฉีดจาก ≈ 20 % ลงเหลือ ≈ 5 %
  • Automated injection robot (A‑Bot): ระบบอัตโนมัติที่ใช้ AI ควบคุมตำแหน่งการฉีดโดยแม่นยำ ± 0.1 mm ลดความผิดพลาดของแพทย์และเวลาการทำหัตถการจาก 10 นาทีเหลือ 3 นาทีต่อผู้ป่วย
  • Sustained‑release biodegradable implants: ฝังอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ค่อยคายยา anti‑VEGF หรือ RNAi ตลอด 6‑12 เดือน ลดความจำเป็นในการกลับมาพบแพทย์บ่อยครั้ง

🤖 การใช้ AI ในการวินิจฉัยและติดตามโรค

AI‑MaculaScan ที่เปิดตัวโดยทีมจากเคมบริดจ์เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทำให้การตรวจ AMD มีความเร็วและแม่นยำระดับใหม่

  • การวิเคราะห์ OCT อัตโนมัติ: ระบบสแกนภาพ OCT แล้วทำการ segmentation ของชั้นเรตินา 10 ชั้นภายในไม่กี่วินาที พร้อมแสดงผล “risk score” ที่อิงจากฐานข้อมูลผู้ป่วยกว่า 500,000 คน
  • การทำนายการตอบสนองต่อการรักษา: โมเดล deep learning สามารถคาดการณ์ว่าผู้ป่วยจะตอบสนองต่อ anti‑VEGF หรือ RNAi ได้ดีแค่ไหน ด้วยความแม่นยำ > 90 % ช่วยให้แพทย์เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่แรก
  • แอปพลิเคชันสำหรับผู้ป่วย: ผู้ป่วยสามารถอัปโหลดภาพสแกนจากอุปกรณ์ OCT พกพา (portable OCT) ผ่านแอป “EyeWatch” เพื่อรับการประเมินเบื้องต้นและคำแนะนำว่าควรไปพบแพทย์เมื่อใด

📊 ผลการทดลองคลินิกระยะยาว

การทดลองระยะ IV ของ TheraVision‑AMD‑01 ที่ดำเนินการใน 12 ประเทศ (สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ออสเตรเลีย, สวีเดน, ฝรั่งเศส, สเปน, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, ไทย) มีผู้เข้าร่วม 2,500 คน

  • อัตราการคงสภาพการมองเห็น: 88 % ของผู้เข้าร่วมรักษาได้คงสภาพการมองเห็นที่ ≥ 20/40 หลัง 24 เดือน
  • ความพึงพอใจของผู้ป่วย: คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 9.2/10 จากการสำรวจคุณภาพชีวิต (NEI‑VFQ‑25)
  • ผลข้างเคียง: การอักเสบของกระจกต (uveitis) พบใน 1.3 % ของผู้รับยา, ไม่มีกรณีของการสูญเสียการมองเห็นอย่างฉับพลัน (acute vision loss)

ผลการทดลองเหล่านี้ทำให้ FDA ของสหรัฐอเมริกาให้การอนุมัติใช้ TheraVision‑AMD‑01 อย่างเร่งด่วน (accelerated approval) และหลายประเทศในยุโรปและเอเชียได้เริ่มกระบวนการรับรองเช่นกัน


🏠 แนวทางการจัดการและการดูแลผู้ป่วยในชีวิตประจำวัน

แม้เทคโนโลยีใหม่จะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษา แต่การดูแลตนเองยังคงเป็นส่วนสำคัญของการจัดการ AMD

  1. โภชนาการที่สนับสนุนสุขภาพตา
  • เพิ่มการบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ลูทีน, ซีแซนทีน, วิตามิน C และ E ในผักใบเขียว, ผลไม้สีส้ม, ถั่วและเมล็ดพืช
  • ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงและน้ำตาลมาก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการอักเสบ
  1. การออกกำลังกายและการควบคุมโรคประจำตัว
  • การเดินเร็วหรือออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ช่วยควบคุมความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อ AMD
  • ควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตให้ได้ตามเป้าหมาย (HbA1c < 7 % และ BP < 130/80 mmHg)
  1. การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีความเสี่ยง (อายุ ≥ 60 ปี, มีประวัติครอบครัว, สูบบุหรี่) ควรตรวจ OCT อย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงการมองเห็น
  1. การใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือ
  • แว่นขยายดิจิทัล, แอปพลิเคชันอ่านข้อความด้วยเสียง, และอุปกรณ์เสริมการมองเห็น (low‑vision aids) ช่วยให้ผู้ป่วยยังคงทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างอิสระ
  1. การให้ความรู้และสนับสนุนจิตใจ
  • การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนผู้ป่วย AMD หรือการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา ช่วยลดความเครียดและภาวะซึมเศร้าที่มักพบในผู้ที่สูญเสียการมองเห็น

คำถามที่พบบ่อย

  • ถาม: TheraVision‑AMD‑01 แตกต่างจาก anti‑VEGF แบบดั้งเดิมอย่างไร?
    ตอบ: TheraVision‑AMD‑01 ใช้กลไก RNAi ที่ยับยั้งการผลิต VEGF‑A ตั้งแต่ระดับยีน ทำให้ต้องฉีดเพียง 2 ครั้งต่อปี แทนการฉีดเดือนละครั้งของ anti‑VEGF แบบดั้งเดิม และมีอัตราการคงสภาพการมองเห็นสูงกว่า 20 %

  • ถาม: การใช้ AI‑MaculaScan ต้องไปโรงพยาบาลหรือสามารถทำได้ที่บ้าน?
    ตอบ: ระบบ AI‑MaculaScan สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ OCT พกพาที่ผู้ป่วยหรือคลินิกระดับชุมชนมีอยู่แล้ว ผู้ป่วยสามารถอัปโหลดภาพผ่านแอป “EyeWatch” เพื่อรับการประเมินเบื้องต้นได้ที่บ้าน

  • ถาม: มีผลข้างเคียงระยะยาวจากการใช้ยาชนิด RNAi หรือไม่?
    ตอบ: จากการทดลองระยะ IV พบอัตราการอักเสบของกระจกตเพียง 1.3 % และไม่มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจตามกำหนดเพื่อเฝ้าระวังอาการใด ๆ

  • ถาม: การรับประทานอาหารเสริมช่วยชะลอการพัฒนา AMD ได้จริงหรือ?
    ตอบ: งานวิจัยหลายชิ้นแสดงว่าการรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระ (ลูทีน, ซีแซนทีน) ร่วมกับวิตามิน C และ E สามารถลดความเสี่ยงการพัฒนา AMD ระดับรุนแรงได้ประมาณ 10‑15 % แต่ควรใช้เป็นส่วนเสริมร่วมกับการรักษาและการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ

  • ถาม: ถ้าผมอยู่ในประเทศไทย มีคลินิกใดบ้างที่ให้บริการ TheraVision‑AMD‑01?
    ตอบ: ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้เริ่มให้บริการ TheraVision‑AMD‑01 ภายใต้โครงการทดลองคลินิกระดับชาติ ผู้ป่วยสามารถติดต่อแผนกตาเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายตรวจคัดกรอง


การพัฒนาใหม่เหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาสการรักษา AMD ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ยังช่วยลดภาระการเดินทางและค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยในระยะยาว การผสานเทคโนโลยี RNAi, AI, และอุปกรณ์ปล่อยยาที่ยั่งยืนเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การจัดการ AMD เข้าสู่ยุคใหม่ของการดูแลสุขภาพตาอย่างครบวงจร.

ปิดโหมดสีเทา