ค่าสายตา เป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกได้ถึงประสิทธิภาพทางด้านการมองเห็นของบุคคลนั้นๆ ว่ามีการมองเห็นที่ชัดเจนเพียงใด หรือมีการเกิดปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงเกิดขึ้นบ้างหรือไม่

การวัดค่าสายตา อ่านค่าสายตา จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและเชื่อว่า ทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้ คงเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ ค่าสายตา กันมาบ้างแล้ว แต่ก็อาจยังไม่เคยลองเรียนรู้เกี่ยวกับค่าสายตาโดยตรง ว่าปกติแล้ว ค่าสายตาคืออะไร อ่านค่าสายตาได้อย่างไร และค่าสายตานี้สามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง เนื่องจากดูจะเป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าจะทำความเข้าใจ

ค่าสายตา จริงๆแล้วมีมากมาย หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ค่าสายตาสั้น ค่าสายตายาว ค่าสายตาเอียง ต่างๆ กระทั่งบางคนยังมีทั้งสั้นทั้งเอียงใน คนๆ เดียวกัน หลายคนที่อายุเกิน 40 ขึ้นไปแล้วก็มักจะประสบกับภาวะสายตายาว ซึ่งส่วนมากนอกจากจะสายตายาวแล้ว ก็ยังมีสายตาเอียง และมีสายตาสั้น อยู่ด้วย

ทำความรู้จัก ค่าสายตา คืออะไร

ค่าสายตา คือ ค่าที่แสดงถึงความสามารถในการมองเห็นของบุคคลนั้น ๆ ในปัจจุบัน ภาพที่มองเห็นมีความชัดเจนมากน้อยเพียงใด และมีปัญหาใดเกิดขึ้นบ้าง เช่น ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ซึ่งสามารถดูได้จากการตรวจวัดเลนส์ตา การทำงานของกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณนั้น ความโค้งของกระจกตา องศาต่างๆของกระจกตา เป็นต้น

โดยหากคุณมีการตรวจวัดค่าสายตาเรียบร้อยแล้ว จะได้รับใบค่าสายตา ที่มีการระบุรายละเอียดการตรวจต่างๆไว้ เพื่อให้สามารถอ่านค่าสายตาจากข้อมูลที่ได้ นำไปเป็นค่าอ้างอิงในการแก้ไขปัญหาค่าสายตานั้นๆ ซึ่งแต่ละปัญหาสายตา จะมีความแตกต่างกัน ได้แก่…

  • ปัญหาค่าสายตาสั้น คือ การที่บุคคลนั้นมองเห็นวัตถุในระยะใกล้ได้ชัดเจนปกติ แต่กลับมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลๆได้ไม่ชัดเจน ซึ่งสามารถพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี หรือ กลุ่มเด็กวัยเรียน
  • ปัญหาค่าสายตายาว คือ บุคคลนั้นจะสามารถมองเห็นวัตถุหรือสิ่งต่างๆในระยะไกลได้ชัดเจนตามปกติ แต่กลับมองเห็นวัตถุในระยะใกล้ๆได้ไม่ชัดเจนแทน ซึ่งมีการแบ่งตามอายุออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ปัญหาสายตายาวโดยกำเนิด ปัญหาสายตายาวทั่วไป และปัญหาสายตายาวตามอายุ
  • ปัญหาค่าสายตาเอียง คือ มีการมองวัตถุในระยะใกล้ และระยะไกลไม่ชัดเจน มีการมองเห็นภาพเป็นเงาซ้อน หรือบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง ซึ่งสามารถเกิดร่วมกันกับปัญหาสายตาสั้น หรือสายตายาวได้

รู้หรือไม่ ค่าสายตา ซ้าย-ขวา แตกต่างกัน

    ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ว่าค่าสายตาจะต้องเหมือนกันทั้งสองข้าง ในบางคนอาจมีปัญหาค่าสายตาซ้าย-ขวาแตกต่างกันได้ แต่เมื่อวัดค่าสายตาและได้ใบวัดค่าสายตามาจะมีการระบุแยกค่าสายตาของข้างซ้ายและขวาอย่างชัดเจนค่ะ แต่ในใบวัดค่าสายตาจะไม่ได้เขียนว่า left หรือ right (ซ้าย หรือขวา) หากไม่ได้มีความรู้เรื่องการอ่านค่าสายตา ก็อาจจะไม่เข้าใจได้ ก่อนอื่นเรามารู้จักถึงคำเรียกถึงค่าสายตาซ้ายและขวากันค่ะ
ค่าสายตาขวาจะถูกระบุอยู่ในใบวัดค่าสายตาว่า OD หรือ Oculus Dexter มาจากภาษาละตินที่แปลว่าตาขวา และค่าสายตาซ้ายจะถูกระบุอยู่ในใบวัดค่าสายตาว่า OS หรือ Oculus Sinister มาจากภาษาละตินที่แปลว่าตาซ้ายค่ะ
    แต่ในปัจจุบันหลาย ๆ โรงพยาบาลและร้านแว่นอาจเปลี่ยนมาใช้ตัวย่อ RE และ LE ที่มาจากคำว่า Right Eye และ Left Eye เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
ในบางกรณีอาจพบตัวย่อ OU ได้เช่นกัน โดย OU หรือ oculus uterque มาจากภาาาละตินที่แปลว่าตาทั้งสองข้าง จะนำไปใช้อ้างอิงในการตัดแว่นสายตา หรือการวางแผนการรักษาต่างๆให้เหมาะสมกับแต่ละรายบุคคล

ใบค่าสายตา ประกอบด้วยอะไรบ้าง วิธีอ่านค่าสายตา

หลังจากที่ทำการตรวจวัดค่าสายตาเรียบร้อยแล้ว จะได้ใบค่าสายตาที่ระบุข้อมูลต่างๆที่ได้จากการตรวจไว้ข้างใน ซึ่งหลายๆคนอ่านค่าสายตาดูแล้วอาจสงสัย เนื่องจากมีตัวย่อ หรือข้อมูลต่างๆที่เข้าใจยากอยู่เต็มไปหมด
ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะทางเราได้รวบรวมข้อมูลสำคัญที่อยู่ในใบค่าสายตามาให้คุณเรียบร้อยแล้ว โดยปกติแล้ว ใบค่าสายตาจะประกอบด้วย…

  • Sphere (SPH)
    Sphere หรือตัวย่อว่า SPH เป็นตัวแสดงถึงปริมาณกำลังของเลนส์ในการแก้ไขปัญหาการมองเห็นที่เผชิญอยู่ โดยมีหน่วยวัดที่เรียกว่า ไดออปเตอร์ ซึ่งผู้ที่มีปัญหาค่าสายตาสั้น จะมีการทำเครื่องหมายลบ (-) อยู่ด้านหน้าตัวเลขค่าสายตา ส่วนผู้ที่มีปัญหาค่าสายตายาว จะมีเครื่องหมายบวก (+) หรือไม่มีการทำเครื่องหมายใดๆอยู่บริเวณด้านหน้าตัวเลขเลย หากนึกภาพแบบง่ายๆก็คือ การวัดรูปแบบนี้เหมือนดั่งกับเส้นจำนวนเต็ม 1 เส้น ที่มีเลขศูนย์อยู่บริเวณตรงกลางของเส้นจำนวนนี้ ซึ่งการมีค่าสายตา 0.00 คือ ค่าสายตาปกติ ไม่ต้องมีการแก้ไขค่าสายตาใดๆ ดังนั้นหากคุณมีตัวเลขที่อยู่ห่างจากเลขศูนย์มากเท่าไหร่ ก็แสดงว่าคุณจะต้องใช้กำลังเลนส์ในการแก้ไขปัญหามากขึ้นเท่านั้น
  • Cylinder (CYL)
    Cylinder ตัวย่อคือ CYL คือการบอกค่าสายตาเอียงที่ต้องแก้ไข เนื่องจากความโค้งของกระจกตาที่แตกต่างกัน ซึ่งค่านี้ อาจมีการระบุเป็นบางราย ขึ้นอยู่กับว่า บุคคลนั้นๆมีปัญหาสายตาเอียงหรือไม่ โดยปกติแล้ว ค่านี้มักจะถูกแสดงอยู่ระหว่างค่า Sphere (SPH) กับค่า Axis ซึ่งแน่นอนว่า หากมีเครื่องหมายลบด้านหน้าตัวเลข แสดงว่า เป็นการแก้ไขปัญหาสายตาเอียงที่มีปัญหาสายตาสั้นร่วมด้วย ส่วนเครื่องหมายบวกด้านหน้าตัวเลข หมายถึง การแก้ไขปัญหาสายตาเอียงที่มีค่าสายตายาวร่วมด้วย
  • Axis
    Axis เป็นการระบุค่าสายตาเอียงเป็นแกนองศาตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 180 องศา ซึ่ง 90 องศา จะเป็นเส้นแนวตั้งของดวงตา ส่วน 180 องศา จะเป็นเส้นในแนวนอน เพื่อบ่งบอกว่าสายตามีการเอียงไปในทิศทางใด
  • Add
    Add เป็นกำลังขยายเพิ่มเติมที่ครึ่งล่างของเลนส์ เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาสายตายาวตามวัย ซึ่งจะมีตั้งแต่ +0.75 ถึง +3.00 ไดออปเตอร์ และดวงตาทั้งสองข้างจะต้องมีกำลังที่เท่ากัน
  • Prism
    Prism หรือที่คนมักเรียกกันบ่อยๆว่า ค่าสายตา PD คือ ค่าที่บ่งบอกถึงระยะห่างระหว่างรูม่านตาทั้งสองข้าง ซึ่งมีไว้เพื่อแก้ไขปัญหาการมองเห็นภาพซ้อน โดยเลนส์จะทำการรวมภาพทั้ง 2 ข้าง ให้ผู้สวมใส่มองเห็นเป็นภาพเดียว
  • หน่วยอื่นที่อาจพบได้เพิ่มเติม
    ในตารางค่าสายตาที่คุณได้รับมานั้น บางครั้งอาจพบว่ามีตัวย่ออื่นๆปรากฏอยู่ด้วย ได้แก่

    • VD ย่อมาจาก Cornea vertex Distance เป็นตัวที่บ่งบอกถึงระยะห่างระหว่างกระจกตา ไปจนถึงเลนส์แว่นสายตา ซึ่งจะวัดระยะห่างเป็นหน่วยมิลลิเมตร
    • R1, R2 เป็นการบอกถึงรัศมีความโค้งของกระจกตาบุคคลนั้นๆ ซึ่งจะมีหน่วยวัดเป็น มิลลิเมตร, ไดออปเตอร์ และระบุองศาการทำมุม
    • SE ย่อมาจาก Spherical Equivalent เป็นการแสดงถึงค่าสายตาสั้น หรือสายตายาวที่ได้มีการคำนวณชดเชยค่าสายตาเอียงที่มีทั้งหมดแล้ว
    • NPD มาจากคำว่า Interpupillary Distance at near คือ ระยะห่างกึ่งกลางดวงตาของทั้งสองข้างขณะมองระยะใกล้