การศึกษา Moorfields เปิดเผยอัตราการเพิ่มขึ้นของภาระโรคต้อหินในสหราชอาณาจักรอย่างชัดเจน — เน้นความสำคัญของการตรวจตาเป็นประจำและบทบาทของผู้ตรวจสายตาในการคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง

การศึกษา Moorfields เปิดเผยอัตราการเพิ่มขึ้นของภาระโรคต้อหินในสหราชอาณาจักรอย่างชัดเจน — เน้นความสำคัญของการตรวจตาเป็นประจำและบทบาทของผู้ตรวจสายตาในการคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง

การต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรทั่วโลก และในสหราชอาณาจักรอัตราการเพิ่มขึ้นของภาระโรคนี้กำลังเป็นที่กังวลอย่างยิ่ง ผลการศึกษาจาก Moorfields Eye Hospital แสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้ป่วยต้อหินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสิบปีที่ผ่านมา บทความนี้จะสรุปผลการวิจัยสำคัญ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการตรวจตาเป็นประจำและบทบาทของผู้ตรวจสายตาในการคัดกรองและส่งต่อผู้ที่มีความเสี่ยงให้ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที


ภาพรวมของการศึกษา Moorfields 📊

Moorfields Eye Hospital ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ดวงตาที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลผู้ป่วยทั่วสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2010‑2020 ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าอัตราการวินิจฉัยต้อหินเพิ่มขึ้นประมาณ 27 % เมื่อเทียบกับช่วงต้นของทศวรรษเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยในระยะเริ่มต้นมีโอกาสรักษาได้ดีกว่าและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นอย่างมีนัยสำคัญ

การเพิ่มขึ้นของภาระโรคต้อหินในสหราชอาณาจักร 📈

  1. อัตราการวินิจฉัยเพิ่มขึ้น – จำนวนผู้ป่วยใหม่ต่อปีเพิ่มจาก 12,000 คนในปี 2010 เป็น 15,200 คนในปี 2020
  2. อายุเฉลี่ยของผู้ป่วย – ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยในช่วงอายุ 40‑55 ปีเพิ่มขึ้น 15 % ซึ่งบ่งบอกว่าต้อหินไม่ได้เป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น
  3. ภาระค่าใช้จ่าย – ค่ารักษาพยาบาลและการจัดการต้อหินโดยรวมในระบบสาธารณะ (NHS) เพิ่มขึ้นประมาณ £350 ล้านต่อปี

การเพิ่มขึ้นนี้อาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร การเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงจากโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมถึงการรับรู้และการตรวจคัดกรองที่ดีขึ้น

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ 🔍

  • ความดันในลูกตา (IOP) สูง – เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เส้นประสาทตาได้รับความเสียหาย
  • พันธุกรรม – ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหินมีความเสี่ยงสูงถึง 2‑3 เท่า
  • โรคประจำตัว – เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, และโรคหัวใจมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยง
  • การใช้ยาบางชนิด – เช่น ยากลุ่มคอร์ติโคสเตอรอยด์ที่ใช้เป็นเวลานานอาจทำให้ IOP สูงขึ้น
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต – การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปสามารถเพิ่มความเสี่ยงได้

การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้แพทย์และผู้ตรวจสายตาสามารถกำหนดกลยุทธ์คัดกรองที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ความสำคัญของการตรวจตาเป็นประจำ 👁️

การตรวจตาเป็นประจำเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการตรวจพบต้อหินในระยะเริ่มต้น ซึ่งอาจไม่มีอาการใด ๆ ปรากฏให้เห็น การตรวจที่ทำโดยผู้ตรวจสายตาหรือจักษุแพทย์ควรประกอบด้วย:

  1. การวัดความดันในลูกตา (Tonometry) – ตรวจสอบ IOP อย่างแม่นยำ
  2. การตรวจสอบโครงสร้างของกระจกตาและตา (Gonioscopy) – ประเมินมุมตาเพื่อระบุความเสี่ยงของต้อหินเปิดหรือปิด
  3. การตรวจสอบเส้นประสาทตา (Optic Nerve Head Assessment) – ใช้กล้องถ่ายภาพหรือ OCT เพื่อตรวจหาการเสื่อมสภาพของเส้นประสาทตา

การตรวจเหล่านี้ควรทำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งสำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง และอาจต้องทำบ่อยขึ้นสำหรับผู้ที่มี IOP สูงหรือมีประวัติครอบครัว

บทบาทของผู้ตรวจสายตาในการคัดกรอง 🎯

ผู้ตรวจสายตา (Optometrist) มีตำแหน่งสำคัญในการเป็น “เส้นแรก” ของระบบคัดกรองต้อหิน:

  • การสังเกตอาการเบื้องต้น – แม้ว่าอาการของต้อหินอาจไม่มีอาการชัดเจน ผู้ตรวจสายตาสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ของเส้นประสาทตาได้จากการถ่ายภาพ OCT หรือการประเมินความลึกของมุมตา
  • การประเมินความเสี่ยง – ด้วยแบบสอบถามประวัติครอบครัวและการตรวจ IOP ผู้ตรวจสายตาสามารถจัดระดับความเสี่ยง (low, medium, high) และกำหนดขั้นตอนต่อไปได้อย่างเหมาะสม
  • การให้คำแนะนำด้านสุขภาพ – แนะนำการควบคุมความดันโลหิต, การลดน้ำหนัก, การหยุดสูบบุหรี่ และการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ

การทำงานร่วมกับจักษุแพทย์อย่างใกล้ชิดทำให้กระบวนการคัดกรองเป็นไปอย่างราบรื่นและลดการสูญเสียเวลารอคอยการวินิจฉัย

กระบวนการส่งต่อผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง 🚑

เมื่อผู้ตรวจสายตาตรวจพบความเสี่ยงสูงหรือผลการตรวจ IOP สูงกว่าเกณฑ์ปกติ จะต้องทำการส่งต่อผู้ป่วยไปยังจักษุแพทย์โดยเร็ว ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่:

  1. บันทึกข้อมูลอย่างละเอียด – รายงานผลการตรวจ, ภาพ OCT, ผลการวัด IOP, ประวัติครอบครัวและโรคประจำตัว
  2. การสื่อสารที่ชัดเจน – แจ้งผู้ป่วยถึงความสำคัญของการพบแพทย์ในระยะเวลาที่กำหนด และให้ข้อมูลการนัดหมายล่วงหน้า
  3. การติดตามผล – ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ NHS ควรเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้ตรวจสายตาและจักษุแพทย์เพื่อให้การติดตามการรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

การส่งต่อที่รวดเร็วและมีข้อมูลครบถ้วนช่วยลดความเสี่ยงของการเสียสายตาในระยะยาว

แนวทางป้องกันและการจัดการโรคต้อหิน 🛡️

  • การควบคุม IOP – ใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง เช่น prostaglandin analogues, beta‑blockers หรือ carbonic anhydrase inhibitors
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ – Laser trabeculoplasty เป็นวิธีที่ช่วยเปิดช่องทางระบายของเหลวในลูกตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การผ่าตัด – ในกรณีที่ยาหรือเลเซอร์ไม่สามารถควบคุม IOP ได้ การผ่าตัดเช่น trabeculectomy หรือการฝังอุปกรณ์ drainage device เป็นทางเลือกสุดท้าย
  • การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม – การออกกำลังกายสม่ำเสมอ, การควบคุมน้ำหนัก, การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (เช่น ส้ม, แครอท) สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้

การจัดการแบบบูรณาการระหว่างผู้ตรวจสายตา, จักษุแพทย์, และผู้ป่วยเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมภาระโรคต้อหิน

การส่งเสริมการรับรู้และการศึกษาในชุมชน 📚

เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจตาอย่างต่อเนื่อง ควรมีการดำเนินกิจกรรมต่อไปนี้:

  • แคมเปญสาธารณะ – การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์, โปสเตอร์ในคลินิก, และการจัดงานตรวจตาฟรีในชุมชน
  • การฝึกอบรมผู้ตรวจสายตา – พัฒนาโปรแกรมการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยี OCT, การวิเคราะห์มุมตา, และการประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล
  • การร่วมมือกับองค์กรสุขภาพ – ทำงานร่วมกับ NHS, British Glaucoma Society, และกลุ่มผู้ป่วยเพื่อสร้างฐานข้อมูลและระบบติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ

การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในระดับประชาชนจะทำให้มีผู้ที่เข้ารับการตรวจตาเป็นประจำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การวินิจฉัยและการรักษาต้อหินเป็นไปอย่างทันท่วงที


คำถามที่พบบ่อย

  • ถาม: ทำไมต้องตรวจตาเป็นประจำถึงแม้ไม่มีอาการ?
    ตอบ: ต้อหินมักไม่มีอาการจนกระทั่งเส้นประสาทตาได้รับความเสียหาย การตรวจตาเป็นประจำช่วยให้พบความผิดปกติของ IOP หรือการเปลี่ยนแปลงของเส้นประสาทตาในระยะเริ่มต้น ซึ่งสามารถรักษาได้ง่ายและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น

  • ถาม: ผู้ตรวจสายตาต้องทำอะไรบ้างเมื่อตรวจพบความเสี่ยงสูง?
    ตอบ: ผู้ตรวจสายตาต้องบันทึกรายละเอียดการตรวจทั้งหมด (IOP, OCT, gonioscopy) ส่งต่อผู้ป่วยให้จักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตาและการติดตามผลต่อเนื่อง

  • ถาม: การใช้ยาต้อหินมีผลข้างเคียงอย่างไร?
    ตอบ: ยาต้อหินส่วนใหญ่เป็นยาหยอดตา มีผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือระคายเคืองตา, แสบตา หรือสีตาเปลี่ยนสีในบางกรณี ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์หากมีอาการไม่สบายเพื่อปรับเปลี่ยนยาหรือวิธีการใช้

  • ถาม: มีวิธีใดบ้างที่ช่วยลดความเสี่ยงของต้อหินโดยไม่ใช้ยา?
    ตอบ: การควบคุมน้ำหนัก, การออกกำลังกายสม่ำเสมอ, การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ, การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป สามารถช่วยลดความดันในลูกตาและความเสี่ยงโดยรวมได้

  • ถาม: หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นต้อหินแล้ว ควรทำอย่างไรต่อ?
    ตอบ: ควรปฏิบัติตามแผนการรักษาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการตรวจตามนัดเป็นประจำ, ปรับพฤติกรรมสุขภาพ, และแจ้งอาการใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นทันทีเพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

การให้ความสำคัญกับการตรวจตาเป็นประจำและการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ตรวจสายตาและจักษุแพทย์เป็นกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับภาระโรคต้อหินที่เพิ่มขึ้นในสหราชอาณาจักรอย่างชัดเจน.

ปิดโหมดสีเทา